วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

จินหลินหรือกิมหลินคือเมืองเวียงสระโบราณ

จินหลินหรือกิมหลิน คือเมืองเวียงสระโบราณ (เมืองพันพาน)                                            
              
              รัฐ จินหลินตามบันทึกจีนราวพุทธศตวรรษที่ 8 ระบุว่าอยู่ห่างจากฟูนันไปทางทิศตะวันตก 
2,000 ลี้ (ราว1,000 กม.) มีทะเลชางไฮ (ทะเลอ่าวไทย) คั่นอยู่   ทางทิศเหนือของรัฐจินหลินคือรัฐ
บูหลุนอยู่ห่างจากฟูนันไปทางทิศตะวันตก 2,000 ลี้ เช่นเดียวกัน  รัฐจินหลินมีแร่เงิน  
พลเมืองมาก  และชอบจับช้าง  เมื่อจับได้เป็นๆก็ใช้เป็นพาหนะ  ครั้นช้างตายก็ถอดเอางา  
รัฐจินหลินนี้ตั้งอยู่บนอ่าวใหญ่

                จากหนังสือ พนม  ไศเลนทร”, ธรรมทาส  พานิช ในหน้า129-130  หัวข้อ กรุงพนม
และกรุงพันพานในประวัติศาสตร์มีว่า
                หนังสือประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกเล่มเริ่มประวัติศาสตร์ด้วยเรื่องของ
เจ้าชายที่จีนจด พระนามว่าฮุนเตียน (Hun-tien
รัชกาลที่ 1 (ราว พ.ศ.600-655)  ฮุนเตียนมาได้พระนางหลิวเหย่เป็นมเหสีได้ครองกรุงพนม (ฟูนัน)
รัชกาลที่ 2 (ราวพ.ศ.700)  ขุนพันวัง (Hun Pan Huangโอรสขึ้นครองราชย์ได้ครองกรุงพนม  
               ทรงมีพระชนมายุยืนถึง  90 พรรษาจึงสวรรคต  ได้ส่งโอรสคือขุนพันพาน(Pan  Pan)
              ไปครองนครพันพานที่เวียงสระ  เป็นเมืองอุปราช 
รัชกาลที่ 3 (ราวพ.ศ.750-763)  ขุนพันพานเป็นอุปราชครองเมืองพันพาน  เมื่อพระราชบิดาเสด็จ
              สวรรคต  ได้ถือเอากรุงพันพานเป็นนครหลวง  กรุงพนมกลายเป็นนครลูกหลวง  ได้ตั้งให้
              ขุนพลฟันมันครองกรุงพนม  ในปีที่สามพระเจ้ากรุงพันพานเสด็จไปกรุงพนม  ขุนพลฟันมัน
             ปลงพระชนม์พรtมหากษัตริย์ได้....

ข้อความข้างบนนี้  อ. ธรรมทาส  พานิชได้ระบุว่าขุนพันพานครองราชย์อยู่ที่นครพันพานคือที่
เวียงสระ แต่ข้อความในพงศาวดารเหลียง (Liang  Shu) นั้น  มิได้ระบุว่าขุนพันพานครองราชย์อยู่ที่
เมืองพันพาน  แต่ระบุว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ของฟูนัน   ดังนั้นบันทึกในพงศาวดารเหลียงจึงมีข้อความ
แตกต่างออกไปโดยกล่าวว่า
                  ลูกหลานของพระเจ้าฮุนเตียนคือพระเจ้าฮุนพันฮวง (ขุนพันวัง) ได้ครองราชย์ต่อมา   
ต่อจากนั้นก็ถึงสมัยโอรสของพระองค์คือ พัน  พัน ได้เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์  แต่ได้มอบอำนาจสิทธิขาด
ให้แก่ขุนพลนามว่า  ฟันมัน (Fan-man) หรือ ฟันจีมัน (Fan-shi-manเมื่อ พัน พัน ครองราชย์ได้
ปี  ก็สิ้นพระชนม์  ชาวเมืองฟูนันจึงเลือกฟันมันขึ้นเป็นกษัตริย์ (ราวพ.ศ.763-771) ฟันมันเป็นผู้แกล้ว
กล้าสามารถ  ได้ยกกองทัพไปปราบแว่นแคว้นใกล้เคียงอีกครั้งหนึ่ง  และทุกแคว้นก็ยอมเป็นเมืองขึ้น  
จึงเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ขึ้นเป็นพระมหาราชเจ้ากรุงฟูนัน (The Great King of Fu-nan)  
แล้วโปรดให้ต่อเรือขนาดใหญ่ยกข้ามทะเลชางไฮ (ทะเลอ่าวไทย)  ไปปราบปรามบ้านเมืองได้กว่า 10
แว่นแคว้น  ปรากฏชื่อว่า  ชูตูคุน (Chu-tu-kunหรือตูคุน คือเมืองตักโกลาชิวชี หรือชูหลี 
(Chiu-chih or  Chu-li  คือเมืองเคดาห์)  และเตี๋ยนซุน(Tien-sun, คือเมืองยะรังในปัตตานี) เป็นต้น  
พระองค์แผ่อาณาเขตออกไปได้ห้าหรือหกพันลี้ (1 ลี้=576 เมตรแล้วใคร่จะปราบปรามแว่นแคว้น 
จินหลินแต่ฟันมันประชวรลงเสียก่อน  จึงโปรดให้ราชโอรสผู้เป็นรัชทายาททรงพระนามว่า  
กิมแซเสด็จไปแทน…”
                ตามประวัติระบุว่า  ฟันมันทรงสิ้นพระชนม์ในขณะที่ยกกองทัพไปโจมตีรัฐจินหลิน 
(ศรีวิชัยที่ไชยา, มจ.จันทร์จิรายุ  รัชนี :17)  นับว่ามีชื่อรัฐจินหลินปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรก  ซึ่งในสมัย
ต่อมา  เราไม่ทราบว่ารัฐจินหลินก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฟูนันหรือไม่  และคำว่าจินหลินก็หมดชื่อไป  ในรัชกาลพระเจ้าฟันจัน 
(ราวพ.ศ.773-786) หลานของพระเจ้าฟันจีมัน  รัฐฟูนันก็รุ่งเรืองเป็นอาณาจักรมหาอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ไทยสมัยศรีวิชัย”,ธรรมทาส  พานิช ในหน้า 30  มีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองโบราณที่ .เวียงสระ  ใน จ. สุราษฎร์ธานี  ดังนี้
                ที่อ.เวียงสระ บนฝั่งแม่น้ำตาปี  และที่บ้านพุนพิน อ. พุนพินใกล้ปากแม่น้ำตาปี 
ใน .สุราษฎร์ธานี  นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของรัฐพันพาน  เพราะทางปลาย
ของแม่น้ำตาปีมีการคมนาคมทางน้ำติดต่อกับอ.อ่าวลึกในจ.กระบี่ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดียได้สะดวก  
เป็นทางที่ชาวอินเดียโบราณเคยใช้มานาน  และในที่ทั้งสองแห่งนี้มีโบราณวัตถุทั้งของศาสนา
พราหมณ์   และของพุทธศาสนาสมัยพ.ศ.1000-1200  ปากแม่น้ำตาปีตอนออกทะเลช่องหนึ่งยังมีชื่อ
ปากพานคูหา” อยู่จนทุกวันนี้  ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า  ประเทศพันพานเดิมอยู่ต้นแม่น้ำตาปี 
 แล้วย้ายออกมาตั้งใกล้ปากน้ำคือที่บ้านพุนพินใกล้เขาศรีวิชัย”      
                                                                                  
                นักประวัติศาสตร์ของไทยเราส่วนใหญ่เข้าใจว่า  รัฐจินหลินตามจดหมายเหตุจีนก็คือรัฐ 
สุวรรณภูมิหรือดินแดนทองตามบันทึกจากคัมภีร์ชาดกของอินเดีย  และตรงกับ ไครเส (Chryse)
หรือดินแดนทองตามบันทึกของชาวกรีกและโรมันตั้งแต่ครั้งโบราณ  นับว่าเป็นความเข้าใจที่คลาด
เคลื่อน  ตัวอย่างเช่น  คำว่ากิมหลิน (จินหลิน)ในหนังสือ เมืองทองหรือสุวรรณภูมิโดยขุนศิริวัฒน
อาณาทร  อธิบายว่า  กิมหลินคือสุวรรณภูมิ  และสรุปว่านคร กิมหลินอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  
เพราะในสมัยต่อมามีการตั้งนครทวารวดีขึ้นที่นี่
              คำว่าจินหลิน (Chin-lin) ตามบันทึกจีน  แปลว่า พรมแดนทอง หรือเขตแดนทอง (Frontier of  Gold)   มิได้แปลว่า ดินแดนทอง แต่อย่างใด ชาวจีนใช้คำนี้ถูกต้องแล้ว   คำว่าสุวรรณภูมิหรือ
ดินแดนทอง เป็นการเรียกของชาวอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล  เนื่องมาจากมีการค้นพบทองคำซึ่งศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนราธิวาส  และจังหวัดปัตตานี - อำเภอสายบุรี (ตะลุบัน) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการทำเหมืองแร่ทองคำ   ไปจนจดรัฐปาหังในมาเลเซีย  ชาวอินเดียสมัยก่อนพุทธกาลจึงเรียกดินแดนบริเวณคาบสมุทรมลายูโดยรวมว่าสุวรรณภูมิ   ดังนั้นคำว่าจินหลินซึ่งแปลว่าเขตแดนทอง   หรืออีกนัยหนึ่งแปลว่าขอบเขตของดินแดนทองนั้น  จีนใช้คำนี้ได้ถูกต้องแล้ว 

ศาสตราจารย์พอล  วีทลีย์ (Paul  Wheatleyลงความเห็นว่า  “รัฐที่จีนในจดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงเรียกว่า จินหลินซึ่งเป็นรัฐสุดท้ายที่พระเจ้าฟันมันกษัตริย์แห่งฟูนันปราบได้ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ (ราวพุทธศตวรรษที่ 8) นั้น  คงตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทอง  เนื่องจากคำว่าจินหลินหมายถึงดินแดนแห่งทองหรือสุวรรณภูมิ  และตั้งอยู่ห่างจากฟูนันมาทางทิศตะวันตกประมาณ  2,000 ลี้ (1,000 กม.) ซึ่งตรงกับบริเวณเมืองอู่ทอง  จีนระบุว่ารัฐนี้นิยมคล้องช้างป่าและเป็นแหล่งแร่เงิน  
แต่ ศ.พอล  วีทลีย์กล่าวว่าน่าจะนำแร่เงินมาจากรัฐฉานในประเทศพม่ามากกว่า  เพราะบริเวณโดยรอบปากแม่น้ำเจ้าพระยานี้ไม่มีแร่เงินซึ่งคงเป็นสินค้าที่นำล่องมาขายจากรัฐฉาน  และผ่านดินแดน
ล้านนาลงมาสู่เมืองท่าในอ่าวสยาม  อันเป็นสินค้าที่มีมาแต่โบราณและเคยเป็นเส้นทางการค้า
มาแต่เดิมด้วย ???                                                                                                                                                            
                เมื่อ ศ.พอล วีทลีย์ลงความเห็นดังนี้แล้ว  นักศึกษาของเราก็เรียนรู้ประวัติศาสตร์กันว่า  
บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาคือรัฐสุวรรณภูมิ   มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทองใน จ.สุพรรณบุรี   ซึ่งเป็น
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงอย่างมาก  โดยเฉพาะเรื่องของ แร่เงิน ซึ่งบันทึกของจีนระบุว่า 
เป็นสินแร่ที่มีอยู่ในรัฐจินหลิน

                รัฐจินหลินนี้ไม่ควรเป็นดินแดนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบันทึกในจดหมายเหตุจีน  เพราะลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไม่มีเทือกเขาและป่าไม้  จึงไม่ใช่แหล่งแร่เงินและเป็นถิ่นของช้างป่า  พลเมืองก็เบาบาง   ชาวจินหลินจับช้างมาเลี้ยงไว้เป็นพาหนะ  แสดงว่าต้องเป็นบริเวณที่มีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์  และมีเทือกเขาเป็นแหล่งแร่เงินตามธรรมชาติ  จะเป็นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่ได้  เพราะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีเทือกเขาใหญ่หรือป่าไม้  แต่เป็นบริเวณลุ่มน้ำหนองบึง  ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภูมิประเทศของรัฐจินหลิน อีกทั้งบริเวณปากอ่าวไทยก็มีแต่ป่าชายเลน  จึงไม่ใช่อ่าวใหญ่ของรัฐจินหลิน(The great  bay of Chin-lin) ที่จะนำเรือเข้าไปจอดได้  อ่าวใหญ่ที่บันทึกจีนกล่าวถึงควรเป็นบริเวณอ่าวบ้านดอน ปากแม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี  นอกจากนั้นบันทึกจีนระบุถึงรัฐ บูหลุนซึ่งอยู่ทางทิศเหนือถัดจากรัฐจินหลินขึ้นไป ดังนั้นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจึงควรเป็นรัฐบูหลุน

                ทีนี้เราลองมาดูบันทึกของ โซซู” (Tso-ssu) ซึ่งกล่าวในรายละเอียดของแหล่งแร่เงินและ
ช้างในรัฐจินหลิน  บันทึกของโซซูชื่อ ซัน - ตู- ฟูในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 นั้นเป็นจดหมายเหตุรุ่นแรก
ของจีน  ซึ่งคัดลอกมาจากบันทึกของคังไถ  ซึ่งจากบันทึกของคังไถนี้มีผู้คัดลอกไปไว้ในพงศาวดาร
เหลียง  บันทึกของโซซูมีรายละเอียดตรงตามบันทึกของคังไถ  โดยมีข้อความสำคัญดังนี้

                อาณาจักรจินหลินอยู่ห่างจากอาณาจักรฟูนันคนละฝั่ง ประมาณ 2,000 ลี้  ภูมิประเทศเป็นแหล่งแร่เงินที่เป็นทรัพยากรสำคัญ  เป็นประเทศที่มีประชาชนพลเมืองดีเป็นมิตร ชาวเมืองมีอาชีพคล้องจับช้างที่มีเป็นจำนวนมาก  ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักเพื่อนำมาใช้งานเองและขาย  เมื่อเวลาช้างตายลงเขาก็จะถอดเอางาไปใช้ประโยชน์
                จะเห็นว่า ศ.พอล วีทลีย์ไม่ได้อ่านบันทึกของโซซูเกี่ยวกับแหล่งแร่เงิน  และไม่ได้อ่านจดหมายเหตุจีนเกี่ยวกับรัฐบูหลุน  ดังนั้นจึงตีความคำว่าจินหลินตามทัศนะของตนเองโดยอ้างเรื่องแร่เงินจากรัฐฉาน ซึ่งไม่มีเค้าของความเป็นจริงไปได้เลย

 ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่แสดงให้เห็นนี้   รัฐจินหลินตามจดหมายเหตุจีน  และตามหลักฐานทางโบราณคดีควรตั้งอยู่ที่บริเวณเมืองเวียงสระโบราณหรือเวียงสระเก่าใน จ. สุราษฎร์ธานี     


                                           
ในหนังสือเมืองทองหรือสุวรรณภูมิ  โดยขุนศิริวัฒนอาณาทร  ในหน้า 49  มีรายละเอียดเกี่ยวเนื่องกับแคว้นเตี๋ยนซุนและแคว้นเล็กๆอีก  แว่นแคว้น  ข้อความมีว่า

                จดหมายเหตุจีนว่าแว่นแคว้นเตี๋ยนซุนมีเจ้าแผ่นดินแยกกันปกครองอยู่  พระองค์.....ส่วนในแหลมมลายูมีแว่นแคว้นเล็กๆหลายแว่นแคว้น   จะกล่าวถึงเท่าที่จำเป็นสัก แห่งคือแว่นแคว้น
โต้วคุน  แว่นแคว้นคูหลี  แว่นแคว้นปีเต๊า  และแว่นแคว้นปีซอง  แว่นแคว้นทั้งหลายเหล่านี้   จดหมายเหตุจีนว่าอยู่ ในอำนาจของอาณาจักรฟูนัน   บางแว่นแคว้นอยู่ใต้ฟูนัน  3,000  ลี้  และบางแว่นแคว้นก็อยู่ใต้จินหลิน  2,000 ลี้บ้าง 3,000 ลี้บ้าง  ในแว่นแคว้นทั้ง  4  พลเมืองทำการเพาะปลูกเป็นสำคัญ  และการเพาะปลูกนั้นก็ทำโดยวิธีอย่างเดียวกับชาวจินหลิน  กับว่ามีคนผิวขาวปะปนอยู่ในพวกพลเมืองเป็นอันมาก

                ข้อความข้างบนนี้แสดงว่ารัฐจินหลินกับแว่นแคว้นทั้ง  4  นั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน  และไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากนัก  ดังนั้นวิธีการในการเพาะปลูกพืชจึงมีลักษณะอย่างเดียวกัน  โดยเปรียบเทียบกันกับแคว้นจินหลินเป็นหลักเพราะเป็นแคว้นใหญ่มีพลเมืองมาก  ข้อมูลจากจดหมายเหตุจีนได้แสดงว่าแว่นแคว้นทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มรัฐเดียวกัน  และตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

                หนังสือประวัติศาสตร์ไทยสมัยศรีวิชัย”, ในหน้า 118 เริ่มต้นจากประวัติศาสตร์ของรัฐ
พันพานในยุคที่ ซึ่งกล่าวว่าประมาณพ.ศ. 969  ราษฎรประเทศฟูนันได้ชวนกันไปที่นครพันพาน  เพื่ออัญเชิญพราหมณ์ชื่อ เกียวเชนหยู (เกาฑิณยะที่ 2, Kaundinya II) ซึ่งคงจะเป็นพราหมณ์จากอินเดียให้ไปรับราชสมบัติครองฟูนัน  ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เมืองพันพานในระยะที่ 2 เมืองหลวงก็คือเมืองเวียงสระ  แต่บริเวณริมทะเลเกิดเป็นเมืองท่าขนาดเล็กขึ้น  ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยนั้นการค้าขายทางทะเลเจริญรุ่งเรืองขึ้น  บริเวณที่ตั้งเมืองอาจได้แก่เขต อ.พุนพินใกล้ปากแม่น้ำตาปี  ตลอดจนบริเวณเขาศรีวิชัย   ตามบันทึกของม้าตวนหลิน  (Ma-tuan-lin) ได้บรรยายเรื่องราวของเมืองพันพานสมัยราชวงศ์เหลียง (พ.ศ.1045-1099) ในพุทธศตวรรษที่ 11 ไว้อย่างละเอียด  เมืองนี้คงเป็นเมืองท่าเรือ  
ตำแหน่งของเมืองควรอยู่ที่ปากแม่น้ำตาปีบริเวณอ่าวบ้านดอน
                นอกจากนั้น  ตามหนังสือภูมิศาสตร์ปโตเลมี (Ptolemy’s Geography)  โดยคลอดิอุส  
ปโตเลมีชาวกรีก เขียนขึ้นในราวพ.ศ.700 ระบุถึงเมืองในแผ่นดินบนแหลมมลายูเมืองหนึ่งชื่อว่าคอนโคนาครา”  (Konkonagaraเป็นชื่อที่บันทึกตามสำเนียงของชาวกรีก  ตามองศาของเมืองพบว่าอยู่บริเวณ อ.เวียงสระ ใน จ.สุราษฎร์ธานี  ชื่อเมืองมีคำว่า  nagara  ซึ่งควรเป็นเมืองใหญ่  เมืองนี้จะเป็นเมืองอะไร?  ขอนำเอาบทความ บ้านดอน สุราษฎร์ธานี, ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์  ในหน้า 136 มีดังนี้ 
 เมืองคีรีรัฐนิคม  เป็นเมืองขนาดเล็ก  ชุมชนเกิดขึ้นมาแต่โบราณแล้ว  เดิมเป็นเมืองบริวารของเมืองเวียงสระ เรียกกันว่าเมือง ธาราวดีบ้าง คงคาวดีบ้าง  ซึ่งชื่อเมืองนี้คงตั้งตามนามบ้านและรูปลักษณะของภูมิประเทศนั่นเอง  เพราะบริเวณท้องที่ตั้งเมืองมีแม่น้ำไหลผ่านเวียนวกอยู่ในระหว่างภูเขา    และเมืองเดิมตั้งอยู่ที่บ้านน้ำรอบ….”                                                                                                                                         
                หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ  รัชนี  ได้กำหนดเมืองและสถานที่ชายฝั่งทะเลตามหนังสือภูมิศาสตร์
ปโตเลมีโดยให้ คอกโคนาครา (โคกครนคร) อยู่บริเวณเวียงสระ  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  และกล่าวว่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเมืองนี้คือพันพันในหลักฐานจีน  (ดูรายละเอียดจาก หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ  รัชนีอาณาจักรศรีวิชัยที่ไชยา : 10,14) 
เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาแล้ว  ก็ชวนให้คิดต่อไปว่าเมืองคอกโคนาครา   มาจากคำว่า  คงคานคร”  (คงคาวดีซึ่งเป็นชื่อเมืองที่อาจารย์ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ไปสืบค้นมาได้   เมืองนี้จะเป็นชื่อเมืองเดิมของรัฐจินหลินตามบันทึกของจีน  หรือจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?  นักประวัติศาสตร์ควรมีการพิจารณาคำตอบกันต่อไป

หมายเหตุ  บันทึกของคังไถต้นฉบับสูญหาย  แต่มีการคัดลอกลงในพงศาวดารเหลียง คังไถได้บันทึกเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านของฟูนันและจัดทำเป็นสารานุกรมทางภูมิศาสตร์ไว้อย่างละเอียด โดยจัดเรียงเมืองต่างๆไว้นับตั้งแต่แคว้นจามปาไปทางทิศตะวันตก จนจดแคว้นหลินหยาง (ลิ่มเอี้ยงหรือรามัญญะ คือเมืองสะเทิมซึ่งเป็นเมืองหลวงของมอญโบราณ-ผู้เขียน)  ดังนั้นจึงมีการระบุตำแหน่งของแคว้นบูหลุนและแคว้นจินหลินไว้อย่างชัดเจน  บันทึกมีว่า“บูหลุนอยู่เหนือจินหลิน และแคว้นบูหลุนก็อยู่ห่างจากฟูนันไปทางทิศตะวันตก 2,000  ลี้ เช่นดียวกับแคว้นจินหลิน”  จนนำไปสู่การวางตำแหน่งของจินหลินได้ว่าอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน   และแคว้นบูหลุนคือบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในภาคกลางของไทย   ข้อมูลเหล่านี้อยู่ในหนังสื“เมืองทองหรือสุวรรณภูมิ”,๒๔๗๙ ของ อ.ผล  ศิริวัฒนกุล  แต่ในหนังสือ The Golden Khersonese”,1961  ของพอล  วีทลีย์นั้น  ไม่มีการแปลความเรื่องตำแหน่งของแคว้นบูหลุน  มีแต่ตำแหน่งของแคว้นจินหลิน  ระบุว่าอยู่บนอ่าวใหญ่ (The  great  bay of Chin-lin) และอยู่ห่างจากฟูนันไปทางทิศตะวันตก 2,000 ลี้ โดยมีทะเลชางไฮ(อ่าวไทย)คั่นอยู่

                ด้วยสาเหตุที่ข้อมูลของพอล  วีทลีย์ระบุไว้ไม่ครบ  จึงมีการวางตำแหน่งของแคว้นจินหลิน
บริเวณรอบๆปากอ่าวสยาม (Bangkok  Bightแต่บริเวณโดยรอบปากอ่าวสยามนี้ไม่มีสินแร่เงิน จึง
ต้องอุปโลกน์เรื่องของสินแร่เงินในแคว้นจินหลินนี้ว่านำมาจากรัฐฉาน(ประเทศเมียนมา)  ซึ่งไม่น่า
จะเป็นไปได้
                จากข้อมูลเหล่านี้เราจึงสรุปได้ว่าบูหลุนก็คือบริเวณที่ราบภาคกลางหรือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  
ส่วนแคว้นจินหลินมีตำแหน่งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน  คือที่เมืองเวียงสระโบราณในจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่ง
มีสินแร่เงินเป็นทรัพยากรสำคัญ  และอุดมไปด้วยช้างที่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช 
และเป็นตำแหน่งของแคว้นจินหลินอย่างชัดเจน

เจ  แอล โมนส์  ได้แสดงข้อมูลไว้ในหนังสือ ศรีวิชัย ชวา  แอนด์ กฏาหะในปีค.ศ.1937 ในหน้า 50 มีว่า  บันทึกพงศาวดารจีนโบราณ (คือพงศาวดารเหลียง-ผู้เขียน) แยกคาบสมุทรมลายาออกเป็น 2ส่วน ส่วนเหนือเรียกว่า จินหลินหรือจินเจน (Chin-lin,Chin-chen) (ส่วนใต้คือแคว้นเตี๋ยนซุนหรือยะรัง-ผู้เขียน)  จินหลินนี้จดอ่าวใหญ่   แร่เงินที่เอาไปประเทศจีนออกจากที่นี่”   และเอาไปประเทศอินเดียนั้น  ขนทางบกไปยังฝั่งทะเลตะวันตก (ฝั่งอันดามันบริเวณอ่าวลึกจังหวัดกระบี่ หรือที่เมืองท่าตักโกลา ใน จังหวัดพังงา-ผู้เขียน)  ในดินแดนจินหลินยังมีช้างใหญ่ๆ  ซึ่งในสมัยนั้นใช้เป็นพาหนะในการขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทร...

           เจ  แอล โมนส์  ระบุไว้ว่า  จินหลินตั้งอยู่บนอ่าวใหญ่ซึ่งอยู่ตอนบนของคาบสมุทรมลายู  ต่างจาก ข้อสันนิษฐานของ ศ.พอล  วีทลีย์ในหนังสือแหลมทอง หรือ The Golden Khersonese,1961 
ที่ระบุว่าจินหลิน  ตั้งอยู่ในดินแดนโดยรอบปากอ่าวสยาม(Bangkok Bight) หรือที่ราบภาคกลางของไทย  ข้อมูลจากการนำเสนอของศ.พอล วีทลีย์  มีผลทำให้ศ.ชอง บัวเซลิเยร์ในปีพ.ศ.2509  กำหนดให้ จินหลินคือเมืองอู่ทอง  เป็นเมืองในยุคแรกของจ.สุพรรณบุรี  และเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุวรรณภูมิ  ซึ่งต่างจากข้อสันนิษฐานของ ศ. เจ แอล โมนส์   และจากการตรวจสอบในภายหลังพบว่าแคว้นจินหลินคือเมืองเวียงสระโบราณ (เมืองพันพานตามบันทึกจีน) อยู่ใน จ.สุราษฎร์ธานี

หมายเหตุ : ในบรรดาเมือง 4 เมืองที่เป็นแว่นแคว้นใกล้เคียงกับ จินหลินนั้น  ในพงศาวดารสุย (หรือSui  Shu)     ระบุว่าคือเมือง ตูคุน (Tu-kun),  คูหลี (Chu-li, Chiu-chih), ปีซ้อง (Pi-sung),   และ
เปียนทู (Pien-touสำหรับชื่อเมืองเปียนทูนั้น  พอล  วีทลีย์ในหนังสือ The Golden Khersonese  หน้า22  ระบุว่ามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ปานทู(Pan-touซึ่งชื่อเมืองปานทูมีระบุไว้ในหนังสือสุยชูนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น  จึงเกิดคำถามว่าเมืองปานทูนี้คือที่ใด?  ถ้าเราสังเกตเมืองในรายชื่อทั้ง 4 นี้  เมือง
ตูคุนหรือตักโกลา  และเมืองคูหลีหรือเมืองเคดาห์โบราณ (ไทรบุรี)  ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกด้านติดกับทะเลอันดามันซึ่งเป็นเมืองท่า 2 แห่งที่ระบุไว้ในบันทึกของคังไถ   ส่วนปีซ้อง (Pi-sungเป็นชื่อที่มีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น  ซึ่งก็คือเมืองแจมบี (Jambi) กลางเกาะสุมาตรา  ดังนั้นจึงเหลือแต่เพียงเมืองปานทูที่ เราพอจะสันนิษฐานได้ว่าเมืองนี้จะต้องอยู่ติดทะเลทางตะวันออกหรือฝั่งอ่าวไทย 

ข้อมูลจากจดหมายเหตุปโตเลมีนั้น  อเล็กซานเดอร์ในราวปีพ.ศ. 700 ได้บันทึกชื่อเมือง 
เปริมูล่า (Perimula)  ซึ่งชื่อเมืองมาจากคำว่า ปาฏลิบุตร หรือ ปาตลิบุตร  และตามตำแหน่งองศาของเมืองก็คือเมืองตามพรลิงค์  ในคัมภีร์มหานิทเทสของอินเดียเรียกว่า กะมะลีหรือตะมะลีคือเมืองนครศรีธรรมราช  ดังนั้นชื่อเมืองปานทูตามบันทึกจีนจึงควรมาจากคำว่าปาฏลิบุตร  จะสังเกตเห็นว่าการเดินเรือจากแคว้นจินหลินบริเวณอ่าวบ้านดอนไปยังเมืองเตี๋ยนซุนหรือเมืองยะรังนั้น  จะต้องผ่านเมืองปาฏลิบุตรหรือนครศรีธรรมราช  ดังนั้นบันทึกของจีนจึงระบุชื่อเมืองนี้ว่า ปานทู (หรือเปียนทู)  และจะต้องเป็นหนึ่งในบรรดาเมืองพันธมิตรทั้ง 5 เมืองที่อยู่รวมกันกับแว่นแคว้นเตี๋ยนซุน   ตามที่ราชทูตจีนคังไถระบุว่าทั้ง เมืองล้วนแล้วแต่เป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรฟูนันในสมัยนั้นนั่นเอง

หนังสืออ้างอิง                                                                                                                                                                   จันทร์จิรายุ  รัชนีหม่อมเจ้า.อาณาจักรศรีวิชัยที่ไชยา, พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : เม็ดทรายพริ้นติ้ง
                  ๒๕๔๒.
ธรรมทาส  พานิช. ประวัติศาสตร์ไทยสมัยศรีวิชัย. กรุงเทพฯ : อรุณวิทยา, ๒๕๔๓.
     …….พนม  ไศเลนทร.กรุงเทพฯ : อรุณวิทยา , ๒๕๔๒.
                    .........ไชยา - ที่ตั้งนครหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย. กรุงเทพฯ : อรุณวิทยา, ๒๕๓๒.
ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ . “บ้านดอน สุราษฎร์ธานี”, เอกสารประกอบการสัมมนาประวัติศาสตร์
                            สุราษฎร์ธานี  วิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี,๒๕๒๗.
                    .........สุวรรณภูมิ ดินแดนทองแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก,๒๕๔๖.
ศิริวัฒนอาณาทร, ขุน. เมืองทองหรือสุวรรณภูมิ : โรงพิมพ์ทรงธรรม, พระนคร, ๒๔๗๙.
Moens, J.L. Srivijaya Yava En Kataha,JMBRAS*,1939.
Wheatley, Paul. The Golden Khersonese. Kuala Lumper. University of Malaya 
               press,1961.

ประจิต  ประเสริฐประศาสน์    นักวิชาการอิสระ เรียบเรียง , มกราคม  ๒๕๕๙.
Email : pranjicprasad@gmail.com
Facebook : Srivijaya Yava

See also (google)

*สุวรรณภูมิคือเมืองเคดาห์โบราณ 

https://srivijaya2016.blogspot.com/2016/12/blog-post_19.html  

 

*ศรีวิชัยมีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.สิงหนคร จ.สงขลา

  http://srivichai2017.blogspot.com

*Srivijaya Empire, the  center  was in  Songkhla,Thailand

http://srivijaya2017.blogspot.com







Kang-tai’s Geography, Fu-nan  and  it’s neighbouring  states(245-250 AD)






พระพุทธรูปศิลาทรายแดง 
อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 10-11  พบที่เมืองเวียงสระร้าง  อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี
สันนิษฐานว่าช่างพื้นเมืองทำเลียนแบบศิลปะสมัยคุปตะของอินเดีย  เพราะมีลักษณะ
คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปศิลปะคุปตะ  แต่ใช้วัสดุแตกต่างกัน


               
บทความประกอบท้ายเรื่องเกี่ยวกับแว่นแคว้นเตี๋ยนซุน :-
ประเทศเตี๋ยนซุน (Tien-sun) คือเมืองหลวงของอาณาจักรชวาหรือลังกาสุกะ ศูนย์กลางอยู่ที่           
เมือง ยะรังในจังหวัดปัตตานี
เตี๋ยนซุน (Tien-sun) , ตุนซุนหรือดันซุน (Tun-sun or Dan-sunเป็นศูนย์กลางของ
อาณาจักรชวา หรือ ลังกาสุกะ(คำว่าชวา หรือ ชะวา ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 8 มิใช่เกาะชวาใน      ประเทศอินโดนีเซีย)  ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 8 (.. 763-788)   พงศาวดาร
จีนราชวงศ์เหลียง (Liang  Shu) กล่าวว่าประเทศเตี๋ยนซุนมีเมืองพันธมิตรที่มีกษัตริย์ปกครอง 
5 เมืองล้วนเป็นเมืองขึ้นของฟูนัน (ฟูนันอยู่บริเวณประเทศเวียดนาม มีเมืองหลวงชื่อ วยาธปุระบริเวณ delta ใกล้ปากแม่น้ำโขง)ประเทศเตี๋ยนซุนนี้นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าตั้งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี  แต่จากข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามานั้นคือเมืองที่เรารู้กันในนามว่า ลังกาสุกะ ทั้งนี้เพราะในจดหมายเหตุจีนระบุว่า ประเทศเตี๋ยนซุนอยู่ใต้ฟูนัน 3,000 ลี้(ราว 1,500 ..) เป็นแผ่นดินแรกที่ขึ้นจากท้องมหาสมุทร(an ocean  stepping  stone) ภูมิประเทศเป็นอ่าวโค้ง 1,000 ลี้ (ราว 500 ..)  และนครหลวงตั้งอยู่ห่างจากทะเล 10 ลี้ ( ราว 5 .. - บริเวณโบราณสถาน บ้านวัดในเขตอำเภอยะรัง - ตามแผนที่เมืองพันธมิตรของเตี๋ยนซุนตามที่สืบค้นจากเอกสารต่างๆ ควรจะเป็นเมือง ชิวชี (Chiu-chih- คือเมืองเคดาห์ หรือไทรบุรี)   ตามพรลิงค์ (คือเมืองนครศรีธรรมราช, ส่วนจีนเรียก “ปานทู”,Pan-tou หรือเปียนโทว, Pien-tou  ซึ่งมาจาก “ปาฏลิบุตร
ผู้เขียน)   อีก 2 เมืองอาจได้แก่ เมืองตูคุน (Tu-kun) คือเมืองตักโกลาอยู่ในจังหวัดพังงา   และเมืองมาวู หรือมาลี หรือโปลี    ซึ่งบันทึกจีนมีชื่อเมืองนี้ปรากฏในปลายพุทธศตวรรษที่ 8   คาดว่าเมือง โปลี (Po-li)  เป็นเมืองโบราณที่บ้านพร่อน  เขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
                  จากหลักฐานดังกล่าวนี้ เราได้พบข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า  “ดันซุนน่าจะเป็นกลุ่มบ้านเมืองที่ชาวมอญกล่าวเรียกขานถึง  เนื่องจากคำว่า ดันซุนเป็นภาษามอญโบราณ มีความหมายว่า 
ห้าเมือง  หรือปัญจนคร ตรงกับจดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงที่กล่าวถึงว่า  มีพระราชาปกครองอยู่ 
5 เมือง ทุกพระองค์ยอมรับว่าเป็นเมืองขึ้นของฟูนัน (“รากเหง้าแห่งศิลปะไทย”, พิริยะ  ไกรฤกษ์ :27)
            อาณาจักรชวา หรือ ลังกาสุกะนี้เจริญรุ่งเรืองก่อนอาณาจักรศรีวิชัย 500 ปี (อาณาจักร
ศรีวิชัย   รุ่งเรืองในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-18 ศูนย์กลางอยู่บริเวณ ตำบลชะแล้  อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลาอาณาจักรชวาก่อตั้งขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 7 เนื่องจากลังกาสุกะส่งราชทูตชื่อ 
อชิตะไปเจริญไมตรีกับประเทศจีนในสมัยราชวงศ์เหลียงในปี พ.. 1058   ทางจีนจดบันทึกชื่อว่าประเทศหลั่งยาสิว” ( Lang-ya-hsiu) และบันทึกไว้อีกว่า ประชาชนของประเทศนี้บอกว่าประเทศของพวกเขาก่อตั้งมาก่อนหน้านี้ 400 ปีแล้ว
แต่เดิมตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ชาวอินเดียเรียกบริเวณภาคใต้ของไทยและแหลมมลายูว่า  สุวรรณภูมิ หรือ ดินแดนทอง ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการค้นพบทองคำซึ่งศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนราธิวาส (แถวอำเภอสายบุรี - ตะลุบัน) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการทำเหมืองแร่ทองคำไปจนจดรัฐปาหังในมาเลเซีย  จากนั้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 7 จึงเกิดเมืองยะรังเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรชวา (ลังกาสุกะซึ่งในราวปลายพุทธศตวรรษที่จีนบันทึกว่าเป็นเมืองท่าค้าขายระหว่างจีน ฝั่งหนึ่ง  
กับอินเดีย  อาหรับ   และ เปอร์เซียอีกฝั่งหนึ่ง  มีผู้มาชุมนุมค้าขายกันที่เมืองนี้วันละกว่า 10,000 คน
 จีนเรียกชื่ออาณาจักรชวาที่ยะรังนี้ในหลายๆชื่อด้วยกันได้แก่เตี๋ยนซุน หรือ ตุนซุน , 
เฉินหลี,จาวาโปดา(ยวะปุระ),  หลั่งยาสิว , กาละ หรือ กาละฟูสาระ, โฮลิง หรือ กะลิง , โชโป หรือ เชโป (จากคำว่าชะวา)  ส่วนเมืองท่าชิวชี หรือเมืองเคดาห์นี้  ในบันทึกจีนราวพุทธศตวรรษที่ 8 จะเรียกอีกชื่อว่าคูหลี (Chu - li)  มีเส้นทางเดินบกข้ามคาบสมุทร (trans peninsular routeมายังเมืองเตี๋ยนซุนได้ 
และจาก website “ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ระนอง , กระทรวงวัฒนธรรมระบุว่า เส้นทางการค้าขายของจีน (ผ่านฟูนัน) ติดต่อกันระหว่าง โกยิง (Ko-ying)  ผ่านเมืองตุนซุน (Tun-sun) นั้นเมืองโกยิงจะเป็นเมืองท่าในเกาะสุมาตราที่เป็นจุดลำเลียงสินค้าจากอินเดียผ่านเมืองชิวชีมายังโกยิง  เพื่อส่งต่อไปยังเมืองเตี๋ยนซุนหรือยะรัง  และผ่านรัฐฟูนันเพื่อไปยังประเทศจีน โกยิงจึงเป็นเมืองที่ปรากฏในบันทึกจีนในช่วงการค้าฟูนัน โดยบรรยายว่าเป็นเมืองของคนป่าเถื่อน  มีพลเมืองจำนวนมากและมีอำนาจ  สินค้ามีทั้งของพื้นเมืองและสินค้าจากต่างแดน  เช่น ไข่มุก  ทองคำ  หยก แก้วผลึก และ หมาก เป็นต้น เมืองโกยิงก็คือเมืองแจมบีกลางเกาะสุมาตรา  และส่วนมากจะมีชื่อเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า "มลายู" นั่นเอง

หนังสืออ้างอิง                                                                                                                                                                   
ครองชัย  หัตถา , รศ. ดรปัตตานี  การค้า  การเมืองและการปกครองในอดีต   โครงการปัตตานีศึกษา
                คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ปัตตานี ๒๕๔๑.
ธิดา  สาระยา. ประวัติศาสตร์มหาสมุทรอินเดีย.กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.
พิริยะ  ไกรฤกษ์, รศ. ดร. รากเหง้าแห่งศิลปะไทย. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุคส์, ๒๕๕๓.
ศิริวัฒนอาณาทร, ขุน. เมืองทองหรือสุวรรณภูมิ  : โรงพิมพ์ทรงธรรม, พระนคร, ๒๔๗๙.
                               
บันทึก ประเด็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ของไทยที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรศรีวิชัย และคาบสมุทร
              มลายู
ประจิต  ประเสริฐประศาสน์    นักวิชาการอิสระ เรียบเรียง, กันยายน  ๒๕๕๘.






เส้นทางข้ามคาบสมุทรในจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ปโตเลมี (Ptolemys Geography)

 

 : แผนที่แสดงเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรมลายู ราว พ.ศ. 700

จากเมืองท่า  ตักโกลา เวียงสระ- ทุ่งสง - ลานสกา - นครศรีธรรมราช

 

อ. ชวลิต  ขาวเขียว  ม.ศิลปากร ได้แสดงแนวเส้นทางข้ามคาบสมุทร โดยเริ่มจากประเทศเวียดนาม เข้าสู่ประเทศไทยทางภาคอิสานตอนบน  แล้วไปออกสู่ทะเลที่ประเทศเมียนมา   เส้นทางดังกล่าว  ผู้เขียนจึงมีข้อวิเคราะห์ ดังนี้

 

เส้นทางข้ามคาบสมุทรจัดทำมาจากจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ปโตเลมี (Ptolemys Geography)  ของนายเรือชาวกรีกชื่อ อเล็กซานเดอร์    บันทึกนี้เขียนราว พ.ศ. 700     อเล็กซานเดอร์ได้ลงรายละเอียดพิกัดโดยกำหนดค่าเส้นละติจูด และ ลองติจูดของแต่ละดินแดนและเมืองที่เดินเรือผ่านไป จากจุดเริ่มต้นบริเวณทะเลแดงไปสิ้นสุดที่อ่าวตังเกี๋ยที่เรียกว่า สินาย (Sinai)   

 

สัมพันธ์กับการล่มสลายเมื่อ พ.ศ. 653 ของเมืองสุวรรณภูมิ (ตัวจริง) ที่ Sungai Batu รัฐ เคดาห์ ในมาเลเซีย ที่ อาจารย์ชวลิต ขาวเขียว ไป site visit มา เมื่อ 2 กย. 2558

 

โดยที่การล่มสลายของเมือง สุวรรณภูมิ เมื่อ พ.ศ. 653 นั้น ทำให้เกิดความจำเป็นจะต้องมีเส้นทางลำเลียงสินค้าข้ามคาบสมุทรอีกเส้นทางหรือทางเลือกใหม่    จากการศึกษาพบว่า มีเมืองต่างๆ ในแผ่นดิน ตามแผนที่ เรียงตามลำดับ  ทั้งหมด 5 เมือง โดยสินค้าส่งจากจุดเริ่มต้นจาก เมืองท่าตักโกลา ( Takola Emporium)   เมืองตักโกลาเป็น Emporium  ในภาษากรีก หมายถึง ตลาดค้าขนาดใหญ่ (mart)   มีตำแหน่งอยู่ที่ จ. พังงา (ไม่ได้อยู่ที่ จ. กระบี่หรือ จ.ตรัง)  จากนั้นจึงส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรไปออกอ่าวไทยที่ท่าเรือเมืองตามพรลิงค์ หรือ นครศรีธรรมราชที่เรียกว่า  เปริมูลา (Perimula, มาจาก ปาตลิบุตร)

 

เราพบว่า ใน บันทึกปโตเลมี นั้น  เวียงสระ = คงคานครา (Konko nagara), เพราะเมืองเวียงสระอยู่ติดริมแม่น้ำตาปี จึงมีชื่อตามที่ชาวอินเดียเรียกว่า  คงคานครา

 

ที่ อ. ทุ่งสง จ. นครฯ คือเมือง Kalonka

และที่ลานสกา คือ เมือง Tharra

 

บันทึกของนายเรือเรือชาวกรีกชื่อ อเล็กซานเดอร์  ซึ่งจัดทำพิกัดจากการเดินเรืออ้อมแหลมมลายู ราว พ.ศ. 693-698  ดังนั้นเมืองที่อยู่ในเส้นทางขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรมีรวมกัน เมือง

 

อีก 2 เมืองอยู่ทางใต้ คือเมือง Palanda  เป็นเมืองในแผ่นดิน (Inland townอยู่ที่ รัฐเคดาห์ มาเลเซีย เมืองนี้เกิดจากการรวมตัวกันของชาวเมืองสุวรรณภูมิที่ล่มสลายลงเมื่อ พ.ศ. 653  ดังนั้นผู้คนที่รอดตายก็มารวมกันสร้างเมือง Palanda นี้  เพียงแต่เมืองนี้ในตำนานการสร้างเมืองเคดาห์ ( Kedah annuals) ของราชามะโรงมหาวงศ์ (Hikayat Marong Mahawong)  ก็ไม่มีกล่าวถึงเมืองนี้เลย 

 

 และ เมืองสุดท้ายคือ โกลี โปลิส  (Kole Polisคือ เมืองยะรังในปัตตานี

 

ในมหากาพย์รามายณะ ฉบับประพันธ์เพิ่มเติม อายุราว พ.ศ. 700 ร่วมสมัย (contemporary) กับจ.ม. เหตุปโตเลมี มีว่า

 

“สุครีพให้ลูกน้องลิงตามหานางสีดา ไปใน “ยวาทวีป” (คาบสมุทรมลายู) ซึ่งมี 7 แว่นแคว้น ( หรือเมือง) อุดมไปด้วยเหมืองทองและ เหมืองเงิน

 

พ้นจาก ยวาทวีป ออกไปเป็นขุนเขาชื่อ ศิศิร  อันสูงตระหง่านจรดขอบฟ้า....”

 

จากข้อมูลข้างต้นนี้  ทำให้เราทราบว่า ในเวลานั้น ถ้าแล่นเรือออกจากยวาทวีป คือคาบสมุทรมลายูออกไป ก็ไม่มีบ้านเมืองปรากฏ  แต่มีเทือกภูเขาอันสูงตระหง่านชื่อ ศิศิร ตรงนี้ควรจะเป็นเทือกเขา อันนัม ในประเทศเวียดนาม

 

แว่นแคว้นหรือเมืองทั้ง 7 นี้ ตรงกับรายชื่อเมืองในบันทึกปโตเลมี เช่นกัน เราตรวจสอบได้  และมีรวมกัน เมืองตามที่แสดงไว้ข้างต้นนี้   

 

สุวรรณทวีป  ยวาทวีป  และ สมุทรทวีป  ในคัมภีร์รามายณะ

 

สุวรรณทวีป  ยวาทวีป  และสมุทรทวีป ( คือเกาะสุมาตรา)  ทั้ง 3 คำ  อยู่ในมหากาพย์รามายณะของอินเดียฉบับเพิ่มเติม  ประพันธ์ขึ้นในราวพ.ศ. 700  ร่วมสมัยกับบันทึกของอเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี (Ptolemy s Geography)

 

ตามพิกัดของ อเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี  ประพันธ์ขึ้นในราวก่อนพ.ศ.700 สักเล็กน้อย  อเล็กซานเดอร์เดินเรืออ้อมแหลมมลายูในเวลานั้น  ดังนั้นจึงระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นคาบสมุทร คือแผ่นดินยาวๆที่ยื่นลงไปในทะเล(ไม่ใช่เกาะ)   และเขาได้ทำพิกัดของเมืองรวมถึงแม่น้ำต่างๆที่เดินเรือผ่าน  นำไปลงในปูมการเดินเรือของเขาทั้งเส้นละติจูดและลองจิจูด  กำหนดไว้ว่าไครเส เคอร์โซนีส (Khryse Khersonese) หรือคาบสมุทรทองคำนั้น มีพื้นที่ตั้งแต่เมืองท่าการค้าตักโกลา (Takola Emporium ในจังหวัดพังงา)  ทางทิศตะวันตก  อ้อมแหลมมลายูแล้วมาสิ้นสุดบริเวณอ่าวบ้านดอน หรือที่อเล็กซานเดอร์เรียกว่า Perimulikos Gulf ( ดูแผนที่ สุวรรณทวีป)

 

หมายเหตุ : สุวรรณทวีปของชาวอินเดียก็คือ Golden Peninsula หรือคาบสมุทรทองคำ  และตรงกับคำว่า ไครเส เคอร์โซนีส ของพ่อค้าชาวกรีกที่ชื่อ “อเล็กซานเดอร์”   ทั้ง 2 คำมีความหมายถูกต้องตรงกัน   เพราะชาวอินเดียผู้เขียนมหากาพย์รามายณะ   ก็อยู่ในยุคที่ร่วมสมัยกับยุคของอเล็กซานเดอร์    ต่างก็เดินเรืออ้อมแหลมมลายูและรับรู้ว่าเป็นคาบสมุทร จึงเรียกว่า “สุวรรณทวีป” คือคาบสมุทรทองคำ   ดังนั้นคำนี้จึงมิได้หมายถึงเกาะทองคำหรือเกาะสุมาตราแต่อย่างใด    เป็นการแปลความหมายที่ผิดพลาดของนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าโดยไปกำหนดกันเอาเองว่า สุวรรณทวีปคือเกาะทอง ต้องเป็นเกาะสุมาตราซึ่งไม่ถูกต้อง    นอกจากนี้บางท่านก็ไปกำหนดเอาคำว่าสุวรรณทวีป เป็นคำเดียวกับ สุวรรณภูมิ ซึ่งไม่ถูกต้องเช่นกัน  เพราะชื่อสุวรรณภูมิในคัมภีร์และชาดกของอินเดียและศรีลังกาทั้งหลายนั้น   คือชื่อของเมืองท่าเรือ  มิใช่ชื่อดินแดนหรือแปลว่า ดินแดนทองคำ ตามรูปศัพท์แต่ประการใด

 

คำว่า “สุวรรณทวีป”  อยู่ในมหากาพย์รามายณะ (Ramayana)  ประพันธ์ขึ้นร่วมสมัยกับบันทึกของอเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี  ในหนังสือ “แหลมอินโดจีนสมัยโบราณ”  ของ พระยาอนุมานราชธน  กล่าวว่า 

 

“คัมภีร์รามายณะตอนหนุมานตามหานางสีดาไปตามบ้านเมือง  ภูเขา และเกาะแก่งต่างๆในทะเล มีญวนทวีปและสุวรรณทวีปเป็นต้น”  คำสุวรรณทวีปในรูปสันสกฤต  ส่วนบาลีเขียนเป็น  สุวัณณทวีป    

 

อีกคำที่พบ คือคำว่า  “ยวาทวีป” ก็มีบันทึกอยู่ในมหากาพย์รามายณะ เช่นกัน    มหากาพย์รามายณะเป็นวรรณกรรมในศาสนาพราหมณ์  ซึ่งเขียนต่อเติมในราวพุทธศตวรรษที่ 8 คือร่วมสมัยกับบันทึกของอเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี    

 

มหากาพย์รามายณะเรียกดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า “สุวรรณทวีป”  ซึ่งหมายถึง “คาบสมุทรทองคำ” (ดูแผนที่) กล่าวว่าพ่อค้าอินเดียนิยมเดินทางมาค้าขายในดินแดนเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นพุทธกาล   และยังมีอีกชื่อที่ใช้เรียกดินแดนของคาบสมุทรมลายูว่า “ยวาทวีป” โดยระบุไว้ดังนี้

 

“สุครีพสั่งให้ลูกน้องลิงตามหานางสีดาในยวาทวีป ซึ่งเป็นที่ตั้งของ 7 แว่นแคว้น (เมือง)  ซึ่งอุดมไปด้วยเหมืองทองและเหมืองเงิน” (“สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี”  ศ.ดร.ผาสุข  อินทีราวุธ : หน้า 13 - 14) 

 

ยวาทวีปจึงมิใช่เกาะชวา  เพราะเกาะชวาไม่มีเหมืองทองคำ  จึงไม่ใช่ยวาทวีป

 

แว่นแคว้นทั้ง แห่ง  เราสอบเทียบได้จาก  บันทึกของอเล็กซานเดอร์ ใน จดหมายเหตุปโตเลมี   ก็คือเมืองใน คาบสมุทรทองคำหรือ  ที่อเล็กซานเดอร์เรียก  “ไครเส เคอร์โซนีส” (Khryse  Khersonese)   เริ่มจาก ตักโกลา ในจ.พังงา อ้อมแหลมมลายู  แล้วไปสิ้นสุดที่ Perimulikos  Gulf  คืออ่าวบ้านดอน เท่านั้น


ดังนั้นคาบสมุทรทองคำหรือสุวรรณทวีปของอินเดีย  มิได้กินพื้นที่ไปทางทิศเหนือถึงจังหวัด สมุทรสงครามแต่อย่างใด

 

ไครเส เคอร์โซนีส  ระบุถึงเมืองในแผ่นดิน  เมือง  (ดูแผนที่) คือ คอนโคนาครา (เมืองเวียงสระ จีนเรียก จินหลิน = สุดแดนทอง)   กาลอนก้า (บ้านหนองหงส์, อ.ทุ่งสง จ. นครฯ)     ธาร์รา (อ.ลานสกา จ.นครฯ คือเมืองตามพรลิงค์โบราณ)   ปาลันดา ( เป็นเมืองในรัฐเคดาห์ หรือ ไทรบุรี ใน มาเลเซีย)             

 

เมืองท่าเรือ อีก เมือง คือตักโกลา (จ.พังงา)   โกลี โปลิส (เมืองยะรัง, จ.ปัตตานี) และ   เปริมูลา (ปาฏลิบุตร,ตามพรลิงค์)

 

ดังนั้น ยวาทวีป จึงมีความหมายและพื้นที่ เช่นเดียวกันกับ  สุวรรณทวีปทุกประการ  เป็นการเขียนขึ้นจากการที่ชาวอินเดียแบ่งการเรืออ้อมแหลมมลายูแล้วจึงบันทึกออกเป็น คำที่ต่างกัน  แต่มีความหมายเดียวกัน   ทั้ง 2 คำได้มีการบันทึกไว้ในมหากาพย์รามายณะ    และยังมีคำว่า “สมุทรทวีป”  หมายถึงเกาะสุมาตรา

 

คำว่า สุวรรณทวีป  และ  ยวาทวีป เป็นคำแรกที่อินเดียใช้เรียกดินแดนในประเทศไทย  แต่อาจารย์แทบทุกคนที่เขียนประวัติศาสตร์ยุคโบราณ  มักจะเอาคำ สุวรรณทวีปว่าเป็น เกาะทองคือเกาะสุมาตรา ซึ่งผิด  ( บางครั้งเอาไปรวมว่าเป็นคำเดียวกันกับ  สุวรรณภูมิ ก็ยิ่งผิดกันไปใหญ่)   เพราะคำว่า สุวรรณทวีป คือ คาบสมุทรทองคำ คาบสมุทรมลายู   และบางท่านยังระบุว่า  ยวาทวีปเป็นเกาะชวาหรือ หรือ เกาะเอียบาเดียว หรือเกาะข้าวบาเลย์ ตามที่ระบุในบันทึกปโตเลมีของพ่อค้ากรีกที่ชื่ออเล็กซานเดอร์     ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมาก  ตรงนี้ต้องแก้และทำความเข้าใจกันใหม่   

 

เรามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขและแจ้งให้นักประวัติศาสตร์หรือผู้ที่สนใจได้รับทราบ    เพราะเรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเรา  มิใช่เรื่องราวของประเทศอินโดนีเซียแต่อย่างใด

 

ประจิต  ประเสริฐประศาสน์   นักวิชาการอิสระ เรียบเรียง , พฤษภาคม , ๒๕๖๘.