2,000 ลี้ (ราว1,000 กม.) มีทะเลชางไฮ (ทะเลอ่าวไทย) คั่นอยู่ ทางทิศเหนือของรัฐจินหลินคือรัฐ
“บูหลุน” อยู่ห่างจากฟูนันไปทางทิศตะวันตก 2,000 ลี้ เช่นเดียวกัน “รัฐจินหลินมีแร่เงิน
พลเมืองมาก และชอบจับช้าง เมื่อจับได้เป็นๆก็ใช้เป็นพาหนะ ครั้นช้างตายก็ถอดเอางา
รัฐจินหลินนี้ตั้งอยู่บนอ่าวใหญ่ ”
และกรุงพันพานในประวัติศาสตร์” มีว่า
เจ้าชายที่จีนจด พระนามว่าฮุนเตียน (Hun-tien)
ทรงมีพระชนมายุยืนถึง 90 พรรษาจึงสวรรคต ได้ส่งโอรสคือขุนพันพาน(Pan Pan)
ไปครองนครพันพานที่เวียงสระ เป็นเมืองอุปราช
สวรรคต ได้ถือเอากรุงพันพานเป็นนครหลวง กรุงพนมกลายเป็นนครลูกหลวง ได้ตั้งให้
ขุนพลฟันมันครองกรุงพนม ในปีที่สามพระเจ้ากรุงพันพานเสด็จไปกรุงพนม ขุนพลฟันมัน
ปลงพระชนม์พรtมหากษัตริย์ได้....”
เมืองพันพาน แต่ระบุว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ของฟูนัน ดังนั้นบันทึกในพงศาวดารเหลียงจึงมีข้อความ
แตกต่างออกไปโดยกล่าวว่า
ต่อจากนั้นก็ถึงสมัยโอรสของพระองค์คือ พัน พัน ได้เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ได้มอบอำนาจสิทธิขาด
ให้แก่ขุนพลนามว่า ฟันมัน (Fan-man) หรือ ฟันจีมัน (Fan-shi-man) เมื่อ พัน พัน ครองราชย์ได้ 3
ปี ก็สิ้นพระชนม์ ชาวเมืองฟูนันจึงเลือกฟันมันขึ้นเป็นกษัตริย์ (ราวพ.ศ.763-771) ฟันมันเป็นผู้แกล้ว
กล้าสามารถ ได้ยกกองทัพไปปราบแว่นแคว้นใกล้เคียงอีกครั้งหนึ่ง และทุกแคว้นก็ยอมเป็นเมืองขึ้น
จึงเฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ขึ้นเป็นพระมหาราชเจ้ากรุงฟูนัน (The Great King of Fu-nan)
แล้วโปรดให้ต่อเรือขนาดใหญ่ยกข้ามทะเลชางไฮ (ทะเลอ่าวไทย) ไปปราบปรามบ้านเมืองได้กว่า 10
แว่นแคว้น ปรากฏชื่อว่า ชูตูคุน (Chu-tu-kun, หรือตูคุน คือเมืองตักโกลา) ชิวชี หรือชูหลี
(Chiu-chih or Chu-li คือเมืองเคดาห์) และเตี๋ยนซุน(Tien-sun, คือเมืองยะรังในปัตตานี) เป็นต้น
พระองค์แผ่อาณาเขตออกไปได้ห้าหรือหกพันลี้ (1 ลี้=576 เมตร) แล้วใคร่จะปราบปรามแว่นแคว้น
“จินหลิน” แต่ฟันมันประชวรลงเสียก่อน จึงโปรดให้ราชโอรสผู้เป็นรัชทายาททรงพระนามว่า
‘กิมแซ’ เสด็จไปแทน…”
(ศรีวิชัยที่ไชยา, มจ.จันทร์จิรายุ รัชนี :17) นับว่ามีชื่อรัฐจินหลินปรากฎขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งในสมัย
ต่อมา เราไม่ทราบว่ารัฐจินหลินก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฟูนันหรือไม่ และคำว่าจินหลินก็หมดชื่อไป ในรัชกาลพระเจ้าฟันจัน
(ราวพ.ศ.773-786) หลานของพระเจ้าฟันจีมัน รัฐฟูนันก็รุ่งเรืองเป็นอาณาจักรมหาอำนาจอีกครั้งหนึ่ง
ใน จ.สุราษฎร์ธานี นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของรัฐพันพาน เพราะทางปลาย
ของแม่น้ำตาปีมีการคมนาคมทางน้ำติดต่อกับอ.อ่าวลึกในจ.กระบี่ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดียได้สะดวก
เป็นทางที่ชาวอินเดียโบราณเคยใช้มานาน และในที่ทั้งสองแห่งนี้มีโบราณวัตถุทั้งของศาสนา
พราหมณ์ และของพุทธศาสนาสมัยพ.ศ.1000-1200 ปากแม่น้ำตาปีตอนออกทะเลช่องหนึ่งยังมีชื่อ
“ปากพานคูหา” อยู่จนทุกวันนี้ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งยืนยันว่า ประเทศพันพานเดิมอยู่ต้นแม่น้ำตาปี
แล้วย้ายออกมาตั้งใกล้ปากน้ำคือที่บ้านพุนพินใกล้เขาศรีวิชัย”
“สุวรรณภูมิ” หรือดินแดนทองตามบันทึกจากคัมภีร์ชาดกของอินเดีย และตรงกับ ไครเส (Chryse)
หรือดินแดนทองตามบันทึกของชาวกรีกและโรมันตั้งแต่ครั้งโบราณ นับว่าเป็นความเข้าใจที่คลาด
เคลื่อน ตัวอย่างเช่น คำว่ากิมหลิน (จินหลิน)ในหนังสือ “เมืองทองหรือสุวรรณภูมิ” โดยขุนศิริวัฒน
อาณาทร อธิบายว่า “ กิมหลินคือสุวรรณภูมิ และสรุปว่านคร กิมหลินอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
เพราะในสมัยต่อมามีการตั้งนครทวารวดีขึ้นที่นี่”
“ดินแดนทอง” เป็นการเรียกของชาวอินเดียตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เนื่องมาจากมีการค้นพบทองคำซึ่งศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดปัตตานี - อำเภอสายบุรี (ตะลุบัน) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการทำเหมืองแร่ทองคำ ไปจนจดรัฐปาหังในมาเลเซีย ชาวอินเดียสมัยก่อนพุทธกาลจึงเรียกดินแดนบริเวณคาบสมุทรมลายูโดยรวมว่าสุวรรณภูมิ ดังนั้นคำว่าจินหลินซึ่งแปลว่าเขตแดนทอง หรืออีกนัยหนึ่งแปลว่าขอบเขตของดินแดนทองนั้น จีนใช้คำนี้ได้ถูกต้องแล้ว
แต่ ศ.พอล วีทลีย์กล่าวว่าน่าจะนำแร่เงินมาจากรัฐฉานในประเทศพม่ามากกว่า เพราะบริเวณโดยรอบปากแม่น้ำเจ้าพระยานี้ไม่มีแร่เงินซึ่งคงเป็นสินค้าที่นำล่องมาขายจากรัฐฉาน และผ่านดินแดน
มาแต่เดิมด้วย ???
บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาคือรัฐสุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทองใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็น
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของ “แร่เงิน” ซึ่งบันทึกของจีนระบุว่า
“เป็นสินแร่ที่มีอยู่ในรัฐจินหลิน”
ช้างในรัฐจินหลิน บันทึกของโซซูชื่อ ซัน - ตู- ฟูในราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 นั้นเป็นจดหมายเหตุรุ่นแรก
ของจีน ซึ่งคัดลอกมาจากบันทึกของคังไถ ซึ่งจากบันทึกของคังไถนี้มีผู้คัดลอกไปไว้ในพงศาวดาร
เหลียง บันทึกของโซซูมีรายละเอียดตรงตามบันทึกของคังไถ โดยมีข้อความสำคัญดังนี้
โต้วคุน แว่นแคว้นคูหลี แว่นแคว้นปีเต๊า และแว่นแคว้นปีซอง แว่นแคว้นทั้งหลายเหล่านี้ จดหมายเหตุจีนว่าอยู่ ในอำนาจของอาณาจักรฟูนัน บางแว่นแคว้นอยู่ใต้ฟูนัน 3,000 ลี้ และบางแว่นแคว้นก็อยู่ใต้จินหลิน 2,000 ลี้บ้าง 3,000 ลี้บ้าง ในแว่นแคว้นทั้ง 4 พลเมืองทำการเพาะปลูกเป็นสำคัญ และการเพาะปลูกนั้นก็ทำโดยวิธีอย่างเดียวกับชาวจินหลิน กับว่ามีคนผิวขาวปะปนอยู่ในพวกพลเมืองเป็นอันมาก”
พันพานในยุคที่ 2 ซึ่งกล่าวว่าประมาณพ.ศ. 969 ราษฎรประเทศฟูนันได้ชวนกันไปที่นครพันพาน เพื่ออัญเชิญพราหมณ์ชื่อ เกียวเชนหยู (เกาฑิณยะที่ 2, Kaundinya II) ซึ่งคงจะเป็นพราหมณ์จากอินเดียให้ไปรับราชสมบัติครองฟูนัน ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เมืองพันพานในระยะที่ 2 เมืองหลวงก็คือเมืองเวียงสระ แต่บริเวณริมทะเลเกิดเป็นเมืองท่าขนาดเล็กขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยนั้นการค้าขายทางทะเลเจริญรุ่งเรืองขึ้น บริเวณที่ตั้งเมืองอาจได้แก่เขต อ.พุนพินใกล้ปากแม่น้ำตาปี ตลอดจนบริเวณเขาศรีวิชัย ตามบันทึกของม้าตวนหลิน (Ma-tuan-lin) ได้บรรยายเรื่องราวของเมืองพันพานสมัยราชวงศ์เหลียง (พ.ศ.1045-1099) ในพุทธศตวรรษที่ 11 ไว้อย่างละเอียด เมืองนี้คงเป็นเมืองท่าเรือ
ตำแหน่งของเมืองควรอยู่ที่ปากแม่น้ำตาปีบริเวณอ่าวบ้านดอน
ปโตเลมีชาวกรีก เขียนขึ้นในราวพ.ศ.700 ระบุถึงเมืองในแผ่นดินบนแหลมมลายูเมืองหนึ่งชื่อว่า“คอนโคนาครา” (Konkonagara) เป็นชื่อที่บันทึกตามสำเนียงของชาวกรีก ตามองศาของเมืองพบว่าอยู่บริเวณ อ.เวียงสระ ใน จ.สุราษฎร์ธานี ชื่อเมืองมีคำว่า nagara ซึ่งควรเป็นเมืองใหญ่ เมืองนี้จะเป็นเมืองอะไร? ขอนำเอาบทความ “บ้านดอน – สุราษฎร์ธานี”, ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ ในหน้า 136 มีดังนี้
ปโตเลมีโดยให้ คอกโคนาครา (โคกครนคร) อยู่บริเวณเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกล่าวว่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเมืองนี้คือพันพันในหลักฐานจีน (ดูรายละเอียดจาก หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี, อาณาจักรศรีวิชัยที่ไชยา : 10,14)
บริเวณรอบๆปากอ่าวสยาม (Bangkok Bight) แต่บริเวณโดยรอบปากอ่าวสยามนี้ไม่มีสินแร่เงิน จึง
ต้องอุปโลกน์เรื่องของสินแร่เงินในแคว้นจินหลินนี้ว่านำมาจากรัฐฉาน(ประเทศเมียนมา) ซึ่งไม่น่า
จะเป็นไปได้
ส่วนแคว้นจินหลินมีตำแหน่งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน คือที่เมืองเวียงสระโบราณในจ.สุราษฎร์ธานี ซึ่ง
มีสินแร่เงินเป็นทรัพยากรสำคัญ และอุดมไปด้วยช้างที่อาศัยอยู่ในบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช
และเป็นตำแหน่งของแคว้นจินหลินอย่างชัดเจน
ที่ระบุว่าจินหลิน ตั้งอยู่ในดินแดนโดยรอบปากอ่าวสยาม(Bangkok Bight) หรือที่ราบภาคกลางของไทย ข้อมูลจากการนำเสนอของศ.พอล วีทลีย์ มีผลทำให้ศ.ชอง บัวเซลิเยร์ในปีพ.ศ.2509 กำหนดให้ จินหลินคือเมืองอู่ทอง เป็นเมืองในยุคแรกของจ.สุพรรณบุรี และเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุวรรณภูมิ ซึ่งต่างจากข้อสันนิษฐานของ ศ. เจ แอล โมนส์ และจากการตรวจสอบในภายหลังพบว่าแคว้นจินหลินคือเมืองเวียงสระโบราณ (เมืองพันพานตามบันทึกจีน) อยู่ใน จ.สุราษฎร์ธานี
เปียนทู (Pien-tou) สำหรับชื่อเมืองเปียนทูนั้น พอล วีทลีย์ในหนังสือ The Golden Khersonese หน้า22 ระบุว่ามีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ปานทู” (Pan-tou) ซึ่งชื่อเมืองปานทูมีระบุไว้ในหนังสือสุยชูนี้เพียงที่เดียวเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าเมืองปานทูนี้คือที่ใด? ถ้าเราสังเกตเมืองในรายชื่อทั้ง 4 นี้ เมือง
ตูคุนหรือตักโกลา และเมืองคูหลีหรือเมืองเคดาห์โบราณ (ไทรบุรี) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกด้านติดกับทะเลอันดามันซึ่งเป็นเมืองท่า 2 แห่งที่ระบุไว้ในบันทึกของคังไถ ส่วนปีซ้อง (Pi-sung) เป็นชื่อที่มีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ซึ่งก็คือเมืองแจมบี (Jambi) กลางเกาะสุมาตรา ดังนั้นจึงเหลือแต่เพียงเมืองปานทูที่ เราพอจะสันนิษฐานได้ว่าเมืองนี้จะต้องอยู่ติดทะเลทางตะวันออกหรือฝั่งอ่าวไทย
เปริมูล่า (Perimula) ซึ่งชื่อเมืองมาจากคำว่า ปาฏลิบุตร หรือ ปาตลิบุตร และตามตำแหน่งองศาของเมืองก็คือเมืองตามพรลิงค์ ในคัมภีร์มหานิทเทสของอินเดียเรียกว่า กะมะลีหรือตะมะลีคือเมืองนครศรีธรรมราช ดังนั้นชื่อเมืองปานทูตามบันทึกจีนจึงควรมาจากคำว่าปาฏลิบุตร จะสังเกตเห็นว่าการเดินเรือจากแคว้นจินหลินบริเวณอ่าวบ้านดอนไปยังเมืองเตี๋ยนซุนหรือเมืองยะรังนั้น จะต้องผ่านเมืองปาฏลิบุตรหรือนครศรีธรรมราช ดังนั้นบันทึกของจีนจึงระบุชื่อเมืองนี้ว่า ปานทู (หรือเปียนทู) และจะต้องเป็นหนึ่งในบรรดาเมืองพันธมิตรทั้ง 5 เมืองที่อยู่รวมกันกับแว่นแคว้นเตี๋ยนซุน ตามที่ราชทูตจีนคังไถระบุว่าทั้ง 5 เมืองล้วนแล้วแต่เป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรฟูนันในสมัยนั้นนั่นเอง
๒๕๔๒.
สุราษฎร์ธานี วิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี,๒๕๒๗.
press,1961.
https://srivijaya2016.blogspot.com/2016/12/blog-post_19.html
http://srivichai2017.blogspot.com
http://srivijaya2017.blogspot.com
อาณาจักร“ชวา” หรือ “ลังกาสุกะ” (คำว่าชวา หรือ ชะวา ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 8 มิใช่เกาะชวาใน ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 8 (พ.ศ. 763-788) พงศาวดาร
จีนราชวงศ์เหลียง (Liang Shu) กล่าวว่าประเทศเตี๋ยนซุนมีเมืองพันธมิตรที่มีกษัตริย์ปกครอง
5 เมืองล้วนเป็นเมืองขึ้นของฟูนัน (ฟูนันอยู่บริเวณประเทศเวียดนาม มีเมืองหลวงชื่อ “วยาธปุระ” บริเวณ delta ใกล้ปากแม่น้ำโขง)ประเทศเตี๋ยนซุนนี้นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าตั้งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่จากข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามานั้นคือเมืองที่เรารู้กันในนามว่า “ลังกาสุกะ” ทั้งนี้เพราะในจดหมายเหตุจีนระบุว่า ประเทศเตี๋ยนซุนอยู่ใต้ฟูนัน 3,000 ลี้(ราว 1,500 ก.ม.) เป็นแผ่นดินแรกที่ขึ้นจากท้องมหาสมุทร(an ocean stepping stone) ภูมิประเทศเป็นอ่าวโค้ง 1,000 ลี้ (ราว 500 ก.ม.) และนครหลวงตั้งอยู่ห่างจากทะเล 10 ลี้ ( ราว 5 ก.ม. - บริเวณโบราณสถาน “บ้านวัด” ในเขตอำเภอยะรัง - ตามแผนที่ ) เมืองพันธมิตรของเตี๋ยนซุนตามที่สืบค้นจากเอกสารต่างๆ ควรจะเป็นเมือง ชิวชี (Chiu-chih- คือเมืองเคดาห์ หรือไทรบุรี) ตามพรลิงค์ (คือเมืองนครศรีธรรมราช, ส่วนจีนเรียก “ปานทู”,Pan-tou หรือเปียนโทว, Pien-tou ซึ่งมาจาก “ปาฏลิบุตร-
ผู้เขียน) อีก 2 เมืองอาจได้แก่ เมืองตูคุน (Tu-kun) คือเมืองตักโกลาอยู่ในจังหวัดพังงา และเมืองมาวู หรือมาลี หรือโปลี ซึ่งบันทึกจีนมีชื่อเมืองนี้ปรากฏในปลายพุทธศตวรรษที่ 8 คาดว่าเมือง โปลี (Po-li) เป็นเมืองโบราณที่บ้านพร่อน เขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
“ห้าเมือง” หรือ“ปัญจนคร” ตรงกับจดหมายเหตุราชวงศ์เหลียงที่กล่าวถึงว่า มีพระราชาปกครองอยู่
5 เมือง ทุกพระองค์ยอมรับว่าเป็นเมืองขึ้นของฟูนัน (“รากเหง้าแห่งศิลปะไทย”, พิริยะ ไกรฤกษ์ :27)
ศรีวิชัย รุ่งเรืองในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-18 ศูนย์กลางอยู่บริเวณ ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา) อาณาจักรชวาก่อตั้งขึ้นในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 7 เนื่องจากลังกาสุกะส่งราชทูตชื่อ
“ อชิตะ” ไปเจริญไมตรีกับประเทศจีนในสมัยราชวงศ์เหลียงในปี พ.ศ. 1058 ทางจีนจดบันทึกชื่อว่าประเทศ ” หลั่งยาสิว” ( Lang-ya-hsiu) และบันทึกไว้อีกว่า ประชาชนของประเทศนี้บอกว่าประเทศของพวกเขาก่อตั้งมาก่อนหน้านี้ 400 ปีแล้ว
กับอินเดีย อาหรับ และ เปอร์เซียอีกฝั่งหนึ่ง มีผู้มาชุมนุมค้าขายกันที่เมืองนี้วันละกว่า 10,000 คน
เฉินหลี,จาวาโปดา(ยวะปุระ), หลั่งยาสิว , กาละ หรือ กาละฟูสาระ, โฮลิง หรือ กะลิง , โชโป หรือ เชโป (จากคำว่าชะวา) ส่วนเมืองท่าชิวชี หรือเมืองเคดาห์นี้ ในบันทึกจีนราวพุทธศตวรรษที่ 8 จะเรียกอีกชื่อว่าคูหลี (Chu - li) มีเส้นทางเดินบกข้ามคาบสมุทร (trans peninsular route) มายังเมืองเตี๋ยนซุนได้
ครองชัย หัตถา , รศ. ดร. ปัตตานี การค้า การเมืองและการปกครองในอดีต โครงการปัตตานีศึกษา
มลายู”
เส้นทางข้ามคาบสมุทรในจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ปโตเลมี (Ptolemy’s Geography)
: แผนที่แสดงเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรมลายู
ราว พ.ศ. 700
จากเมืองท่า ตักโกลา -
เวียงสระ- ทุ่งสง - ลานสกา - นครศรีธรรมราช
อ. ชวลิต
ขาวเขียว ม.ศิลปากร ได้แสดงแนวเส้นทางข้ามคาบสมุทร โดยเริ่มจากประเทศเวียดนาม
เข้าสู่ประเทศไทยทางภาคอิสานตอนบน
แล้วไปออกสู่ทะเลที่ประเทศเมียนมา
เส้นทางดังกล่าว
ผู้เขียนจึงมีข้อวิเคราะห์ ดังนี้
เส้นทางข้ามคาบสมุทรจัดทำมาจากจดหมายเหตุภูมิศาสตร์ปโตเลมี (Ptolemy’s Geography) ของนายเรือชาวกรีกชื่อ อเล็กซานเดอร์ บันทึกนี้เขียนราว พ.ศ. 700 อเล็กซานเดอร์ได้ลงรายละเอียดพิกัดโดยกำหนดค่าเส้นละติจูด
และ ลองติจูดของแต่ละดินแดนและเมืองที่เดินเรือผ่านไป
จากจุดเริ่มต้นบริเวณทะเลแดงไปสิ้นสุดที่อ่าวตังเกี๋ยที่เรียกว่า สินาย (Sinai)
สัมพันธ์กับการล่มสลายเมื่อ พ.ศ. 653 ของเมืองสุวรรณภูมิ
(ตัวจริง) ที่ Sungai Batu รัฐ เคดาห์ ในมาเลเซีย ที่ อาจารย์ชวลิต ขาวเขียว
ไป site visit มา เมื่อ 2 กย. 2558
โดยที่การล่มสลายของเมือง สุวรรณภูมิ เมื่อ พ.ศ. 653 นั้น
ทำให้เกิดความจำเป็นจะต้องมีเส้นทางลำเลียงสินค้าข้ามคาบสมุทรอีกเส้นทางหรือทางเลือกใหม่ จากการศึกษาพบว่า มีเมืองต่างๆ ในแผ่นดิน
ตามแผนที่ เรียงตามลำดับ ทั้งหมด 5
เมือง โดยสินค้าส่งจากจุดเริ่มต้นจาก เมืองท่าตักโกลา ( Takola
Emporium) เมืองตักโกลาเป็น Emporium ในภาษากรีก
หมายถึง ตลาดค้าขนาดใหญ่ (mart) มีตำแหน่งอยู่ที่
จ. พังงา (ไม่ได้อยู่ที่ จ. กระบี่หรือ จ.ตรัง)
จากนั้นจึงส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรไปออกอ่าวไทยที่ท่าเรือเมืองตามพรลิงค์
หรือ นครศรีธรรมราชที่เรียกว่า เปริมูลา (Perimula, มาจาก ปาตลิบุตร)
เราพบว่า ใน บันทึกปโตเลมี นั้น เวียงสระ = คงคานครา (Konko nagara),
เพราะเมืองเวียงสระอยู่ติดริมแม่น้ำตาปี จึงมีชื่อตามที่ชาวอินเดียเรียกว่า คงคานครา
ที่ อ. ทุ่งสง จ. นครฯ คือเมือง Kalonka
และที่ลานสกา คือ เมือง Tharra
บันทึกของนายเรือเรือชาวกรีกชื่อ อเล็กซานเดอร์ ซึ่งจัดทำพิกัดจากการเดินเรืออ้อมแหลมมลายู
ราว พ.ศ. 693-698 ดังนั้นเมืองที่อยู่ในเส้นทางขนส่งสินค้าข้ามคาบสมุทรมีรวมกัน 5 เมือง
อีก 2 เมืองอยู่ทางใต้
คือเมือง Palanda เป็นเมืองในแผ่นดิน
(Inland town) อยู่ที่
รัฐเคดาห์ มาเลเซีย
เมืองนี้เกิดจากการรวมตัวกันของชาวเมืองสุวรรณภูมิที่ล่มสลายลงเมื่อ พ.ศ. 653 ดังนั้นผู้คนที่รอดตายก็มารวมกันสร้างเมือง Palanda นี้ เพียงแต่เมืองนี้ในตำนานการสร้างเมืองเคดาห์ ( Kedah annuals) ของราชามะโรงมหาวงศ์ (Hikayat Marong Mahawong) ก็ไม่มีกล่าวถึงเมืองนี้เลย
และ เมืองสุดท้ายคือ
โกลี โปลิส (Kole Polis) คือ
เมืองยะรังในปัตตานี
ในมหากาพย์รามายณะ ฉบับประพันธ์เพิ่มเติม อายุราว พ.ศ. 700 ร่วมสมัย (contemporary) กับจ.ม. เหตุปโตเลมี มีว่า
“สุครีพให้ลูกน้องลิงตามหานางสีดา ไปใน “ยวาทวีป”
(คาบสมุทรมลายู) ซึ่งมี 7 แว่นแคว้น ( หรือเมือง)
อุดมไปด้วยเหมืองทองและ เหมืองเงิน
พ้นจาก ยวาทวีป ออกไปเป็นขุนเขาชื่อ ศิศิร อันสูงตระหง่านจรดขอบฟ้า....”
จากข้อมูลข้างต้นนี้
ทำให้เราทราบว่า ในเวลานั้น ถ้าแล่นเรือออกจากยวาทวีป
คือคาบสมุทรมลายูออกไป ก็ไม่มีบ้านเมืองปรากฏ
แต่มีเทือกภูเขาอันสูงตระหง่านชื่อ ศิศิร ตรงนี้ควรจะเป็นเทือกเขา อันนัม
ในประเทศเวียดนาม
แว่นแคว้นหรือเมืองทั้ง 7 นี้ ตรงกับรายชื่อเมืองในบันทึกปโตเลมี เช่นกัน เราตรวจสอบได้ และมีรวมกัน 7 เมืองตามที่แสดงไว้ข้างต้นนี้
สุวรรณทวีป ยวาทวีป และ สมุทรทวีป ในคัมภีร์รามายณะ
สุวรรณทวีป ยวาทวีป และสมุทรทวีป ( คือเกาะสุมาตรา) ทั้ง 3 คำ อยู่ในมหากาพย์รามายณะของอินเดียฉบับเพิ่มเติม ประพันธ์ขึ้นในราวพ.ศ. 700 ร่วมสมัยกับบันทึกของอเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี
(Ptolemy ‘s
Geography)
ตามพิกัดของ อเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี ประพันธ์ขึ้นในราวก่อนพ.ศ.700 สักเล็กน้อย
อเล็กซานเดอร์เดินเรืออ้อมแหลมมลายูในเวลานั้น ดังนั้นจึงระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นคาบสมุทร
คือแผ่นดินยาวๆที่ยื่นลงไปในทะเล(ไม่ใช่เกาะ) และเขาได้ทำพิกัดของเมืองรวมถึงแม่น้ำต่างๆที่เดินเรือผ่าน นำไปลงในปูมการเดินเรือของเขาทั้งเส้นละติจูดและลองจิจูด กำหนดไว้ว่าไครเส เคอร์โซนีส (Khryse Khersonese) หรือคาบสมุทรทองคำนั้น
มีพื้นที่ตั้งแต่เมืองท่าการค้าตักโกลา (Takola
Emporium ในจังหวัดพังงา) ทางทิศตะวันตก
อ้อมแหลมมลายูแล้วมาสิ้นสุดบริเวณอ่าวบ้านดอน หรือที่อเล็กซานเดอร์เรียกว่า
Perimulikos Gulf ( ดูแผนที่
สุวรรณทวีป)
หมายเหตุ : สุวรรณทวีปของชาวอินเดียก็คือ Golden Peninsula หรือคาบสมุทรทองคำ
และตรงกับคำว่า ไครเส เคอร์โซนีส ของพ่อค้าชาวกรีกที่ชื่อ “อเล็กซานเดอร์” ทั้ง 2 คำมีความหมายถูกต้องตรงกัน เพราะชาวอินเดียผู้เขียนมหากาพย์รามายณะ
ก็อยู่ในยุคที่ร่วมสมัยกับยุคของอเล็กซานเดอร์ ต่างก็เดินเรืออ้อมแหลมมลายูและรับรู้ว่าเป็นคาบสมุทร
จึงเรียกว่า “สุวรรณทวีป” คือคาบสมุทรทองคำ
ดังนั้นคำนี้จึงมิได้หมายถึงเกาะทองคำหรือเกาะสุมาตราแต่อย่างใด เป็นการแปลความหมายที่ผิดพลาดของนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าโดยไปกำหนดกันเอาเองว่า
สุวรรณทวีปคือเกาะทอง ต้องเป็นเกาะสุมาตราซึ่งไม่ถูกต้อง นอกจากนี้บางท่านก็ไปกำหนดเอาคำว่าสุวรรณทวีป
เป็นคำเดียวกับ สุวรรณภูมิ ซึ่งไม่ถูกต้องเช่นกัน
เพราะชื่อสุวรรณภูมิในคัมภีร์และชาดกของอินเดียและศรีลังกาทั้งหลายนั้น คือชื่อของเมืองท่าเรือ มิใช่ชื่อดินแดนหรือแปลว่า ดินแดนทองคำ
ตามรูปศัพท์แต่ประการใด
คำว่า “สุวรรณทวีป”
อยู่ในมหากาพย์รามายณะ (Ramayana) ประพันธ์ขึ้นร่วมสมัยกับบันทึกของอเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี ในหนังสือ “แหลมอินโดจีนสมัยโบราณ” ของ พระยาอนุมานราชธน กล่าวว่า
“คัมภีร์รามายณะตอนหนุมานตามหานางสีดาไปตามบ้านเมือง ภูเขา และเกาะแก่งต่างๆในทะเล
มีญวนทวีปและสุวรรณทวีปเป็นต้น”
คำสุวรรณทวีปในรูปสันสกฤต
ส่วนบาลีเขียนเป็น สุวัณณทวีป
อีกคำที่พบ
คือคำว่า “ยวาทวีป” ก็มีบันทึกอยู่ในมหากาพย์รามายณะ เช่นกัน
มหากาพย์รามายณะเป็นวรรณกรรมในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเขียนต่อเติมในราวพุทธศตวรรษที่ 8 คือร่วมสมัยกับบันทึกของอเล็กซานเดอร์ในจดหมายเหตุปโตเลมี
มหากาพย์รามายณะเรียกดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า “สุวรรณทวีป” ซึ่งหมายถึง “คาบสมุทรทองคำ” (ดูแผนที่) กล่าวว่าพ่อค้าอินเดียนิยมเดินทางมาค้าขายในดินแดนเหล่านี้มาตั้งแต่ต้นพุทธกาล และยังมีอีกชื่อที่ใช้เรียกดินแดนของคาบสมุทรมลายูว่า
“ยวาทวีป”
โดยระบุไว้ดังนี้
“สุครีพสั่งให้ลูกน้องลิงตามหานางสีดาในยวาทวีป ซึ่งเป็นที่ตั้งของ 7 แว่นแคว้น (เมือง) ซึ่งอุดมไปด้วยเหมืองทองและเหมืองเงิน” (“สุวรรณภูมิจากหลักฐานทางโบราณคดี” ศ.ดร.ผาสุข อินทีราวุธ
: หน้า 13 - 14)
ยวาทวีปจึงมิใช่เกาะชวา เพราะเกาะชวาไม่มีเหมืองทองคำ จึงไม่ใช่ยวาทวีป
แว่นแคว้นทั้ง 7 แห่ง เราสอบเทียบได้จาก บันทึกของอเล็กซานเดอร์ ใน จดหมายเหตุปโตเลมี ก็คือเมืองใน คาบสมุทรทองคำหรือ ที่อเล็กซานเดอร์เรียก “ไครเส เคอร์โซนีส” (Khryse Khersonese) เริ่มจาก ตักโกลา ในจ.พังงา อ้อมแหลมมลายู แล้วไปสิ้นสุดที่ Perimulikos Gulf คืออ่าวบ้านดอน เท่านั้น
ดังนั้นคาบสมุทรทองคำหรือสุวรรณทวีปของอินเดีย มิได้กินพื้นที่ไปทางทิศเหนือถึงจังหวัด
สมุทรสงครามแต่อย่างใด
ไครเส เคอร์โซนีส ระบุถึงเมืองในแผ่นดิน 4 เมือง (ดูแผนที่) คือ คอนโคนาครา (เมืองเวียงสระ
จีนเรียก จินหลิน = สุดแดนทอง) กาลอนก้า (บ้านหนองหงส์, อ.ทุ่งสง จ. นครฯ) ธาร์รา (อ.ลานสกา จ.นครฯ คือเมืองตามพรลิงค์โบราณ) ปาลันดา ( เป็นเมืองในรัฐเคดาห์ หรือ ไทรบุรี
ใน มาเลเซีย)
เมืองท่าเรือ อีก 3 เมือง คือตักโกลา (จ.พังงา) โกลี โปลิส (เมืองยะรัง, จ.ปัตตานี) และ เปริมูลา
(ปาฏลิบุตร,ตามพรลิงค์)
ดังนั้น ยวาทวีป จึงมีความหมายและพื้นที่ เช่นเดียวกันกับ สุวรรณทวีปทุกประการ เป็นการเขียนขึ้นจากการที่ชาวอินเดียแบ่งการเรืออ้อมแหลมมลายูแล้วจึงบันทึกออกเป็น
2 คำที่ต่างกัน แต่มีความหมายเดียวกัน ทั้ง 2 คำได้มีการบันทึกไว้ในมหากาพย์รามายณะ และยังมีคำว่า
“สมุทรทวีป” หมายถึงเกาะสุมาตรา
คำว่า สุวรรณทวีป และ ยวาทวีป เป็นคำแรกที่อินเดียใช้เรียกดินแดนในประเทศไทย
แต่อาจารย์แทบทุกคนที่เขียนประวัติศาสตร์ยุคโบราณ มักจะเอาคำ สุวรรณทวีปว่าเป็น
เกาะทองคือเกาะสุมาตรา ซึ่งผิด (
บางครั้งเอาไปรวมว่าเป็นคำเดียวกันกับ
สุวรรณภูมิ ก็ยิ่งผิดกันไปใหญ่)
เพราะคำว่า สุวรรณทวีป คือ คาบสมุทรทองคำ = คาบสมุทรมลายู และบางท่านยังระบุว่า ยวาทวีปเป็นเกาะชวาหรือ หรือ เกาะเอียบาเดียว
หรือเกาะข้าวบาเลย์ ตามที่ระบุในบันทึกปโตเลมีของพ่อค้ากรีกที่ชื่ออเล็กซานเดอร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมาก ตรงนี้ต้องแก้และทำความเข้าใจกันใหม่
เรามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขและแจ้งให้นักประวัติศาสตร์หรือผู้ที่สนใจได้รับทราบ
เพราะเรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเรา มิใช่เรื่องราวของประเทศอินโดนีเซียแต่อย่างใด
ประจิต ประเสริฐประศาสน์ - นักวิชาการอิสระ – เรียบเรียง , พฤษภาคม
, ๒๕๖๘.



โยงมั่วไปภาคใต้หมด เลอะเทอะ
ตอบลบ